ปวดเข่า

ปวดเข่า ด้านใน ด้านนอก เป็นสาเหตุสำคัญอย่างหนึ่งที่ทำให้ผู้ป่วยไม่สามารถประกอบกิจกรรมต่างๆใน ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ โดยปกติข้อเข่าต้องรับน้ำหนักตัวเกือบตลอดเวลารวมทั้งอุปนิสัยของคนไทยที่ ใช้เข่าในท่าพับงอ เช่น นั่งพับเพียบ นั่งขัดสมาธิ หรือการนั่งยองๆ จึงเกิดความเสื่อมของกระดูกอ่อนเร็ว.

ปวดเข่า ด้านใน ด้านนอก รักษายังไง

ปวดเข่าจากเข่าเสื่อม : อาการนี้มักเกิดขึ้นในผู้ที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป หรือผู้ที่มีน้ำหนักตัวมาก
ลักษณะอาการ
– ปวดเข่า โดยจะปวดเมื่อมีการเคลื่อนไหวหรือการเดินลงน้ำหนัก เมื่อพักจะดีขึ้น ถ้าเป็นมากจะมีอาการปวดตลอดเวลา
– ข้อติดแข็ง พบมากในตอนเช้าเมื่อตื่นนอนใหม่ๆ หรือเมื่ออยู่ท่าใดท่าหนึ่งเป็นเวลานาน โดยไม่ได้ขยับ
– บวมรอบข้อ มีอาการแดงและร้อนเมื่อลองคลำบริเวณรอบเข่า
– ข้อเข่าผิดรูป เกิดจากผิวข้อบางลงจนกระดูกมีการเสียดสีกัน เกิดกระดูกงอกทำให้เข่าผิดรูปและขยาย ในกรณีที่เข่าเสื่อมอย่างรุนแรง รอบข้อเข่าจะใหญ่ขึ้น
– มีเสียงดังภายในข้อเข่า โดยเสียงอาจมาจากการเสียดสีของผิวข้อภายในข้อเข่า.

ปวดเข่า
ปวดเข่าจากกล้ามเนื้อ่อนแรง : ส่วนใหญ่มักเกิดในผู้ที่ขาดการออกกำลังกาย อยู่ในอิริยาบถเดิมๆ เป็นเวลานาน เช่น นั่งต่อเนื่องนานๆ เป็นต้น รวมถึงการอยู่ในท่าอิริยาบถที่ผิดด้วย
ลักษณะอาการ
อาการปวดจะชัดเจนเมื่ออยู่ในอิริยาบถเดิมเป็นเวลานาน ซึ่งอาการจะดีขึ้นเมื่อมีการเปลี่ยนอิริยาบถ มีอาการปวดแบบล้าๆ เมื่อยๆ ไปทั้งขา มักเกิดร่วมกับอาการปวดกล้ามเนื้อก้น ข้อเท้า หรือน่อง.

การดูแลตนเองเบื้องต้น
เมื่อมีอาการปวดเข่าขวาด้านในให้ประคบด้วยแผ่นเย็น วางพาดขาให้สูง เลี่ยงการยืน หรือเดินนานๆ เพราะจะทำให้เข่าแบกรับน้ำมันตัวตลอดเวลา และยิ่งทำให้มีอาการปวดมากขึ้น.




ถ้าคุณดูแลเบื้องต้นด้วยคนเองแล้วอาการปวดเข่ายังไม่ดีขึ้น ควรรีบไปพบแพทย์เฉพาะทางทันที เพื่อตรวจสอบให้แน่ชัดถึงสาเหตุของอาการปวดเข่า และป้องกันอาการลุกลาม.

อาการปวดเข่า (knee pain)

ผู้ป่วยมาพบแพทย์ด้วยอาการปวดเข่าเป็นจำนวนมาก และส่วนหนึ่งมาที่ห้องฉุกเฉินส่วนใหญ่อาการปวดเข่าชนิดเฉียบพลัน เกิดขึ้นทันทีทันใดมักเกิดจากการกระทบกระแทก บาดเจ็บ อุบัติเหตุ เช่น เอ็นฉีกขาดกระดูกอ่อนฉีกขาดส่วนในรายที่เกิดอาการปวกเข่าชนิดเรื้อรังมักเกิดจากโรคข้อเข่าเสื่อมหรืออาจเกิดจากโรคข้ออักเสบอื่นๆ ก็ได้เช่นกัน.

ปวดเข่า

ลักษณะโครงสร้างของข้อเข่า

ข้อเข่า ประกอบด้วยส่วนที่เป็นกระดูก 4 ชิ้น ได้แก่ กระดูกต้นขา กระดูกขาสองชิ้น และกระดูกสะบ้า ส่วนที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือกระดูกอ่อนบุผิวข้อ ในเยื่อบุด้านในของข้อทำหน้าที่สร้างน้ำหล่อเลี้ยงข้อ และช่วยหล่อลื่นข้อนอกจากนี้ยังมีกล้ามเนื้อรอบๆข้อ ซึ่งช่วยเสริมความแข็งแรงและช่วยในการเคลื่อนไหวของข้อ ปลอกหุ้มด้านนอกข้อและเอ็นซึ่งเป็นส่วนของปลอกหุ้มข้อที่หนาตัวเพื่อยึดข้อให้แข็งแรงส่วนของข้อเข่ายังมีเส้นเลือดและเส้นประสาทมาเลี้ยงบริเวณนี้ด้วย

ข้อเข่าจะเคลื่อนไหวในแนวเดียว คืองอเข่า และเหยียดเข่าเท่านั้น ส่วนแนวอื่นสามารถขยับได้เล็กน้อย ไม่เหมือนข้ออื่นๆ ที่ต้องมีการหมุนตัว เช่น หัวไหล่ และ สะโพก การทำงานก็จะมี
กล้ามเนื้อและเอ็นพังผืดอีกมากมาเกี่ยวข้องด้วยกระดูกอ่อนที่รับน้ำหนักหรือรับการเคลื่อนไหวก็มีการซ่อมแซมตัวเองอยู่ตลอดเวลาถ้าฝึกกล้ามเนื้อและเอ็นพังผืดที่เกี่ยวข้องให้แข็งแรงและระมัดระวังไม่ให้ข้อเข่าต้องรับน้ำหนักมากๆหรือมีการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติไปจากเดิมมากๆก็จะสามารถลดการบาดเจ็บที่เกิดขึ้นกับข้อเข่าได้

อาการปวดเข่าที่เกิดจากการบาดเจ็บ

พบได้หลายรูปแบบ นักกีฬาหลายประเภทมักจะมีปัญหาบาดเจ็บที่ข้อเข่าโดยเฉพาะอย่างยิ่งนักฟุตบอลระดับซุปเปอร์สตาร์ทั้งหลายอย่างไรก็ตามเป็นที่น่าสังเกตว่าในกรณีเส้นเอ็นด้านข้างฉีกขาดส่วนใหญ่มักเกิดจากการกระทบกระแทกจากการแข่งกีฬาฟุตบอล บาสเก็ตบอลและจากการแข่งสกีเช่นเดียวกับกรณีการบาดเจ็บของเอ็นทางด้านหน้าที่มักเกิดขึ้นจากการสะดุดล้มจังหวะที่เปลี่ยนความเร็วกระทันหัน ส่วนเอ็นทางด้านหลังแตกต่างกันออกไป
เนื่องจากค่อนข้างแข็งแรงกว่าทางด้านหน้า การฉีกขาดอาจเกิดจากอุบัติเหตุได้เช่นกัน

อาการปวดเข่าที่เกิดจากโรคข้อเข่าเสื่อม

ซึ่งเป็นโรคที่พบบ่อยในผู้สูงอายุ สังเกตได้ว่าปัจจุบันมีผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมมากขึ้นทุกวันความรุนแรงแตกต่างกันไป มากบ้างน้อยบ้าง สาเหตุที่ทำให้ข้อเข่าเสื่อมได้แก่ น้ำหนักตัวมาก อายุเกิน 40 ปีมีความเสี่ยงต่ออาการปวดข้อเข่าการยืนหรือนั่งงอเข่านานๆ การมีลักษณะเข่าโก่งออกนอกหรือโค้งเข้าในอาจเกิดจากสาเหตุใดก็ตามที่
ทำให้กล้ามเนื้อรอบข้อเข่าอ่อนแรง เช่นได้รับบาดเจ็บ ส่วนปัจจัยส่งเสริมอื่นๆ เช่น ขาดอาหาร หญิงวัยหมดประจำเดือนการได้รับยาฉีดเข้าข้อ โรคข้ออักเสบจากสาเหตุอื่น เช่น โรคเกาต์โรครูมาตอยด์

ข้อแนะนำการปฏิบัติตัวในโรคข้อเข่าเสื่อม

  1. ควบคุม และลดน้ำหนักตัว ซึ่งจากการศึกษาพบว่า น้ำหนักตัวที่ลดลงจะแปรผันโดยตรงกับการลดอัตราการเสื่อมของข้อเข่า
  2. หลีกเลี่ยงการใช้ข้อเข่าที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งทำให้เกิดแรงกดในข้อเข่าที่มากเกินไปโดยเฉพาะการนั่งยองๆ การขัดสมาธิ พับเพียบ หรือการคุกเข่า และ
    หลีกเลี่ยงการขึ้นลงบันได
  3. ใช้อุปกรณ์รัดข้อเข่า โดยเฉพาะเวลายืนเดิน
  4. ใช้ไม้เท้าค้ำยันหรืออุปกรณ์ช่วยพยุงเดิน เพื่อลดแรงกดที่หัวเข่า
  5. รับประทานยาตามคำแนะนำของแพทย์
  6. ออกกำลังกาย และบริหารข้อเข่าอย่างสม่ำเสมอ

อาการปวดเข่าที่เกิดจากการวิ่ง

พบว่าเป็นการบาดเจ็บที่ผิวกระดูกอ่อนของกระดูกสะบ้า ส่วนใหญ่เกิดจากการที่กระดูกสะบ้ามีรูปทรงไม่ปกติหรือวิ่งมากไปบางรายวิ่งไม่ถูกเทคนิค ทำให้การลื่นไหลของกระดูกสะบ้า ระหว่างที่มีการเหยียดและงอเข่าไม่สะดวก เมื่อวิ่งมากๆจะทำให้แรงเค้นเกิดขึ้นมารวมกันอยู่ที่ผิวกระดูกอ่อน เมื่อมากขึ้นเรื่อยๆจะมีการทำลายกระดูกอ่อนผิวข้อของกระดูกสะบ้า ยิ่งถ้างอเข่ามากๆจะเกิดแรงอัดที่กระดูกสะบ้ามากทำให้ผิวกระดูกอ่อนถูกทำลายมากขึ้นไปอีกดังนั้นการวิ่งที่งอเข่ามากๆ เช่นการวิ่งขึ้นหรือลงที่สูง หรือที่ลาดเอียงชัน จึงทำให้เกิดอาการปวดเข่าได้ง่ายอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้มีการทำลายของผิวกระดูกอ่อนที่พบได้บ่อยๆ ก็คือกล้ามเนื้อต้นขาไม่แข็งแรงทำให้ไม่มีตัวที่จะดึงรั้งกระดูกสะบ้าไว้เมื่อมีการเคลื่อนไหวผิวกระดูกอ่อนของกระดูกสะบ้าจะไปถูไถกับกระดูกของข้อเข่าทำให้มีการทำลายกระดูกผิวข้อได้

การบริหารข้อเข่า

เป็นการบริหารกล้ามเนื้อเหนือเข่าหรือกล้ามเนื้อควอดไดรเซ็บส์ ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อมัดใหญ่ที่สุดของร่างกายและสำคัญที่สุดของข้อเข่าทำหน้าที่ร่วมกับเนื้อเยื้ออื่นๆ เพื่อทำให้ข้อเข่าแข็งแรง และมั่นคงถ้ากล้ามเนื้อมัดนี้
แข็งแรง จะทำให้ไม่ปวดเข่า และเข่าทำหน้าที่ได้ตามปกติ กล้ามเนื้อที่
แข็งแรง จะมีลักษณะเมื่อเกร็งกล้ามเนื้อค้างไว้ แล้วจับดูกล้ามเนื้อจะแน่นแข็งและคลำได้มัดกล้ามเนื้อชัดเจนโดยทั่วไปเราสามารถฟื้นฟูกล้ามเนื้อให้มีลักษณะเช่นนี้ได้จากการบริหารซึ่งในระยะ 2-4 สัปดาห์แรกของการเริ่มต้น
ให้บริหารบ่อยๆ วันละ 4-6 รอบโดยเกร็งกล้ามเนื้อ รอบละ 5-10 ครั้ง เมื่อ
กล้ามเนื้อ แข็งแรงดีแล้ว ให้คงสภาพความแข็งแรงโดยการบริหารทุกวัน วันละ 1-2 รอบ

ประโยชน์การบริหารข้อเข่า

จะช่วยลดอาการปวด บวม ส่งเสริมการเสริมน้ำไขข้อของเยื่อบุผิวข้อทำให้กระดูกอ่อนผิวข้อแข็งแรง เพราะน้ำไขข้อ กล้ามเนื้อเหนือเข่าแข็งแรง รองรับน้ำหนักได้ดีและเหยียดเข่าและเดินได้อย่างมั่นคงอีกทั้งช่วยชะลอความเสื่อมของข้อเข่าอีกด้วย

ดังนั้น เมื่อมีอาการปวดเข่า ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใด ควรดูแลตนเองเบื้องต้นด้วยวิธี ดังต่อไปนี้

1.เมื่อเริ่มมีอาการปวดเข่า ให้สังเกตว่ามีอาการบวมแดงร้อนหรือไม่ หากมี ในวันแรกของอาการปวดควรประคบด้วยแผ่นเย็น และวางพาดขาให้สูง

2.ท่าทางใดที่ทำให้ปวดควรหยุดทำท่านั้นๆ ก่อน จนกว่าอาการจะหายดี

3.หลีกเลี่ยงการยืน เดินนานๆ เพราะจะทำให้เข่าต้องรับน้ำหนักตัวตลอดเวลา และเพิ่มอาการบาดเจ็บมากขึ้น

4.หากดูแลตัวเองตามที่แนะนำข้างต้นแล้วภายใน 3-5 วันอาการไม่ดีขึ้น ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง ก่อนที่อาการจะลุกลา.



Leave a comment

LEAVE A REPLY